นิวยอร์กเป็นอย่างไรเมื่อเจอโควิด ไทยพึงเรียนรู้

รูปภาพของ pornchokchai
นิวยอร์กเป็นอย่างไรเมื่อเจอโควิด ไทยพึงเรียนรู้
  AREA แถลง ฉบับที่ 176/2565: วันพุธที่ 02 มีนาคม 2565

 

ผู้แถลง: ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย
บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส sopon@area.co.th https://www.facebook.com/dr.sopon4

 

            หลายคนคงสงสัยว่านครนิวยอร์กได้รับผลกระทบหนักหนาสาหัสขนาดไหนจากโควิด-19 ประชาชนย้ายหนีออกนอกเมืองจนกลายเป็นเมืองร้างหรือไม่  อนาคตจะเป็นอย่างไร  กรุงเทพมหานครของเราจะซ้ำรอยนิวยอร์กหรือไม่

            ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย ในฐานะผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและได้มีโอกาสไปเยือนนครนิวยอร์กหลายต่อหลายครั้ง จะมาเล่าประสบการณ์จากเพื่อนคนไทยและเทศที่อยู่อาศัยในนครนิวยอร์กให้ฟัง ย่านถนนหมายเลข 5 (Fifth Avenue) ซึ่งเป็นแหล่งแฟชั่น ย่านคนจีนในนิวยอร์ก ย่านวอลล์สตรีทซึ่งเป็นแหล่งธุรกิจชั้นนำ รวมทั้งสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์คเป็นอย่างไรบ้าง  ราคาโรงแรมที่นั่นน่าซื้อ น่าลงทุนไหม จะเสียภาษีเท่าไหร่ ถ้าเรา (หลง) ไปซื้อ

            ก่อนอื่นผมขอขอบคุณชาวนครนิวยอร์กที่ให้ข้อมูลกับผม อันได้แก่ คุณวิไลพรรณ หลวงยา คุณพัชรินทร วิศววีระศักดิ์ คุณดวงรัตน์ เอี่ยมตระกูล รวมทั้งคุณโยชิโนริ ทานากะ ซึ่งเป็นนายหน้ารายใหญ่ และศาสตราจารย์ชโลโม แองเจล อาจารย์ของผมเอง ที่ให้ข้อมูลกับผม จนรวบรวมมาเล่าให้ฟังเป็นอุทาหรณ์สำหรับกรณีกรุงเทพมหานครในยามแทบไร้เงานักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ

            ในมหานครนิวยอร์กโดยเฉพาะที่เกาะแมนฮัตตันซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ปรากฏว่าในช่วงปี 2564 สถานการณ์ก็ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ  แต่มาถึงการกลายพันธุ์ของโควิด-19 เป็นโอมิครอน ก็ทำให้ยอดติดเชื่อพุ่งสูงขึ้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็ลดน้อยลงตามลำดับ  อย่างไรก็ตามตามการคาดการณ์เชื่อว่าภายในช่วงฤดูร้อนของปีนี้ (21 มิถุนายน – 22 กันยายน) เศรษฐกิจคงจะกลับมาฟื้นตัวอีก

            ร้านรวงต่างๆ ก็มีปิดไปพอสมควร แต่ตามคลิปที่เห็นทั่วไปว่าปิดกันหมดจนเมืองร้างนั้นไม่เป็นความจริง ที่ปิดไปอีกจะมีเพียง 15% และหลายแห่งก็มีร้านรวงใหม่ๆ โดยเปลี่ยนเจ้าของมาทดแทน  อย่างย่านช็อปปิ้งสำคัญคือแถวอาคารร็อกกี้เฟลเลอร์ หรือฟิฟอเวนิว ซึ่งเป็นย่านสินค้าชั้นนำ ปรากฏว่าร้านรวงต่างๆ  เปิดกันหมด ไม่มีปิด ทั้งนี้คงเป็นเพราะเป็นย่านช็อปปิ้งอันดับหนึ่งของนิวยอร์กหรืออันดับหนึ่งของโลกก็ว่าได้ จึงได้รับผลกระทบน้อยกว่า หรือในย่านเมดิสันอเวนิวซึ่งเป็นย่านคนรวยในเกาะแมนฮัตตัน ในปี 2563 ร้านรวงต่างๆ ก็ปิดไปมาก แต่ปัจจุบันเปิดแล้ว แต่ที่เปิดอยู่ ก็มีเป็นจำนวนมากที่เปลี่ยนมือ

            สำหรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศคงมีเห็นเหมือนกันแต่น้อยมาก ในย่านไทม์สแควร์ซึ่งแต่ไหนแต่ไรไปถ่ายภาพ “วิวหลักล้าน” ก็มีผู้คนเดินกันขวักไขว่จอแจจนแทบไม่เห็นตัวเราชัดเจน  แต่ในทุกวันนี้นักท่องเที่ยวบางตาลงมากโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่ต้องมาเช็คอินที่นี่  ดังนั้นในช่วงนี้ผู้มาเยือนจึงสามารถถ่ายได้วิวสวยๆ ชัดๆ ก็ว่าได้  แต่ก็อาศัยนักท่องเที่ยวภายในประเทศที่มาจากต่างรัฐมาท่องเที่ยวกันมากพอสมควร

            อย่างย่านเมืองหรือ China Town ปรากฏว่าเงียบมาก ถดถอยมาก อาจเป็นเพราะคนเอเชียกลัวมากกว่าพวกฝรั่งก็ว่าได้  ทั้งนี้คงเป็นเพราะผู้คนออกจากบ้านกันน้อยในย่านนี้  มีร้านค้าเจ๊งไปมาก ยังเห็นร่อยรอยทรุดตัวของเศรษฐกิจในย่านนี้ แต่ก็มีรายอื่นมาทำต่อมาหาโอกาสทางธุรกิจต่อเช่นกัน  ร้านที่เคยขายสินค้าอย่างหนึ่ง เมื่อปิดไปก็จะมีร้านอื่นที่เป็นกิจการอื่นมาทดแทนทั้งนี้เพราะค่าเช่าในช่วงนี้คงถูก เป็นโอกาสของวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมรายใหม่ๆ มาแทนที่ก็ได้

            ย่านวอลลสตรีทหรือย่านธุรกิจการเงินต่างๆ เงียบเหงาเช่นกัน เพราะในปัจจุบันการทำงานที่บ้านหรือที่อื่นๆ หรือ Work from Home (WFH) หรือ Work from Anyway ถือปฏิบัติกันมากมาย  หลายบริษัทให้พนักงาน WFH อย่างถาวร ทำให้ความจอแจในย่านนี้ลดน้อยลง  หลายบริษัทถือโอกาสลดจำนวนพนักงาน ลดขนาดพื้นที่สำนักงาน ทำให้สามารถประหยัดต้นทุนได้มากมายสำหรับทั้งนายจ้างและลูกจ้างที่แต่เดิมต้องเดินทางไปทำงาน บางคนที่เคยขับรถไปกลับที่ทำงานวัน 100 กิโลเมตรก็ไม่ต้องขับ นายจ้างก็สามารถประหยัดต้นทุนค่าเช่าสำนักงานได้มาก

            ส่วนในห้างสรรพสินค้าทั้งหลาย ปรากฏว่าผู้คนลดลงไปมาก หากเทียบกับปี 2562 (ก่อนโควิด) จำนวนผู้คนในห้างน่าจะลดลงเหลือเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น  การซื้อของออนไลน์มีมากขึ้น  ส่วนในโรงภาพยนตร์ก็มีคนดูน้อยมาก  ในศูนย์อาหารก็เปิดให้นั่งแค่ครึ่งหนึ่งของจำนวนคนเดิม ในร้านอาหาร ก็ปรากฏว่าแรงงานหายากมาก (ขนาดให้ค่าจ้างชั่วโมงละ 500 บาท) หลายร้านต้องขึ้นค่าจจ้าง คนต่างชาติ (รวมทั้งคนไทยบางส่วน) ที่อยู่อย่างผิดกฎหมายบางส่วนก็กลับประเทศในช่วงโควิดเมื่อปี 2563 (ไม่อาจกลับมาใหม่)  การขาดแคลนแรงงานส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความกลัวโควิด และการอ้างตนเป็นคนว่างงานก็ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลด้วย

            สำหรับบนรถไฟฟ้าซึ่งแต่ไหนแต่ไรก็ไม่ได้แออัดเช่นในกรุงโตเกียวหรือแม้แต่ในกรุงเทพมหานคร แต่ในปัจจุบันคนใช้บริการรถไฟใต้ดินมีน้อยลงมาก  หลายคนก็เปลี่ยนมาขับรถโดยเฉพาะผู้ที่มีฐานะพอสมควร ทำให้ราคารถใหม่และรถมือสองพาเหรดกันขึ้นราคา  ในระหว่างโดยสารรถไฟใต้ดิน ไม่ได้มีการบังคับให้ทุกคนใส่หน้ากากโดยเพียงประกาศขอความร่วมมือ แต่ทุกคนก็ร่วมมือใส่หน้ากากด้วยดี

            บนท้องถนนทั่วไปก็ใส่หน้ากากเกือบร้อยทั้งร้อย นานๆ จะมีผู้ไม่ใส่หน้ากาก เพราะถือเป็นสิทธิของเขา และตั้งแต่เกิดโควิดขึ้นมาในปี 2563 ก็ปรากฏว่าจนบัดนี้ยังมีบริการตรวจโควิดและฉีดวัคซีนฟรีในเกือบทุกถนนในนครนิวยอร์ก บางถนนมีหน่วยตรวจทั้งหัวและท้ายถนนเลย อย่างไรก็ตามการเข้าไปในร้านอาหาร ศูนย์การค้าหรือสถานที่ท่องเที่ยว ผู้เข้าออกก็ต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนอย่างน้อย 2 เข็ม จึงจะเข้าไปได้  ถ้าทางราชการจับได้ว่าในร้านมีคนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนครบ ร้านนั้นๆ จะถูกปรับเป็นเงินถึง 10,000 เหรียญสหรัฐ (330,000 บาท)  อย่างไรก็ตามถ้าเป็นในสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์ค ก็ปรากฏว่าผู้คนส่วนใหญ่ (ราว 90%) ไม่ใส่หน้ากากอนามัย  ทั้งนี้คงเป็นเพราะเป็นพื้นที่โล่ง ผู้คนคงอยากสูดอากาศเต็มๆ และมักมีการรักษาระยะห่าง

            สำหรับค่าครองชีพก็แพงอย่างที่เราทราบกันอยู่ เช่น รับประทานอาหารปกติ 3 คนมื้อหนึ่งก็ตกเป็นเงิน 5,000 บาท  โดยต้องบวกทิปอีก 20% รวมเป็น 6,000 บาท เป็นต้น (คนละ 2,000 บาท)  อาจกล่าวได้ว่าราคาสินค้าแพงขึ้นประมาณ 15-20% ทั้งนี้คงเป็นภาวะเงินเฟ้อมากในขณะนี้  ทำให้คนที่มีรายได้น้อยอาจจะลำบากเป็นพิเศษในการอยู่อาศัยในเขตเมือง อาจต้องย้ายออกนอกเมือง  เป็นที่สังเกตได้ว่าอัตราการฆ่าตัวตายและอาชญากรรมเพิ่มขึ้น

            ในช่วง WFH ทุกคนอยู่บ้าน ถ้าเป็นกรณีห้องชุดในใจกลางเมือง ทั้งพ่อแม่ลูกก็อยู่บ้าน ทำให้ขาดความเป็นส่วนตัว หลายคนจึงย้ายออกไปซื้อบ้านนอกเมือง ทำให้บ้านในเขตชานเมืองราคาแพงขึ้น  แต่ราคาห้องชุดในใจกลางเมืองก็ขึ้นราคาเช่นกัน  ราคาที่อยู่อาศัยในนครนิวยอร์กเพิ่มขึ้นจากระดับ 706.63 ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2563 เป็น 841.31 ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2564 ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุด ซึ่งเท่ากับเพิ่มขึ้นถึง 19% <1>

            จำนวนนักท่องเที่ยวก็ลดลงอย่างฉับพลันในปี 2563 โดยในปี 2562 มีนักท่องเที่ยวไปนครนิวยอร์ก 66.6 ล้านคน พอถึงปี 2563 ลดเหลือ 22.3 ล้านคน หรือลดลงเหลือหนึ่งในสาม ซึ่งก็ยังดีกว่ากรุงเทพมหานครที่แทบจะหานักท่องเที่ยวต่างชาติได้ยาก ทั้งนี้นักท่องเที่ยวหลักของนครนิวยอร์กก็คือชาวอเมริกันเอง  นักท่องเที่ยวต่างชาติมีสัดส่วนเพียง 20% ในปี 2562 และ 10% ในปี 2563 เท่านั้น

            เมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวขายโรงแรม Mandarin Oriental ที่เกาะแมนฮันตันในราคาประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3,300 ล้านบาท <2> ทั้งที่ก่อนหน้านี้เสนอขายในราคาประมาณ 500 ล้านเหรียญหรือลดลงถึง 80% เลยทีเดียว ทั้งนี้จากข้อมูลของบริษัทนายหน้าใหญ่ในนครนิวยอร์ก  ข้อนี้ชี้ว่าถ้านักลงทุนใดจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทโรงแรม ณ ขณะนี้เป็นตลาดของผู้ซื้อ  แต่อย่าลืมว่าในแต่ละปี เราต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีกำไรจากกากรประกอบการ ฯลฯ แก่ทางราชการ ไม่ใช่ง่ายๆ หรือไม่ต้องเสียภาษีแบบในประเทศไทย  อย่างไรก็ตามหากเป็นโรงแรมเล็กๆ ก็ยังมีผลประกอบการที่ไม่ได้ย่ำแย่จนเกินไป

            นี่แหละนครนิวยอร์กยังสะเทือนจากโควิด-19 อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่หนักเท่าประเทศไทย แต่ข่าวออกมาลบเกินความเป็นจริง

อ้างอิง

<1> FRED Economic Reserch. https://fred.stlouisfed.org/series/NYSTHPI

<2> Reliance to buy control of New York's Mandarin Oriental hotel for $98 mn. https://bit.ly/34p6eVe

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 4 คน กำลังออนไลน์