ปฏิวัติโบลิวาร์

เมื่อรัฐบาลดำเนินนโยบายปฏิรูปที่ดิน จึงส่งเสริมให้มีการตั้งคณะกรรมการที่ดิน ซึ่งเป็นสภาประชาชนที่ได้รับเลือกตั้งให้เป็นตัวแทนของกลุ่มครอบครัว คณะกรรมการที่ดินประกอบด้วยบุคคล 7-11 คนที่ได้รับเลือกตั้งจากการประชุมของกลุ่มครอบครัวอย่างน้อยที่สุดครึ่งหนึ่งในแต่ละชุมชน (แต่ละชุมชนมีจำนวนครอบครัวสูงสุดได้ 200 ครอบครัว) และให้คณะกรรมการเหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายปฏิรูปที่ดิน มีประชาชนราว 150,000 คน ที่มีส่วนร่วมโดยตรงในการร่างกฎหมายเกี่ยวกับการกระจายการถือครองที่ดิน นับเป็นกฎหมายฉบับแรกในประวัติศาสตร์ของเวเนซุเอลา ที่ผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการร่าง เมื่อนำมาบังคับใช้ มันเป็นกฎหมายที่มีผลกระทบต่อชีวิตประชาชนมากเป็นที่สองรองจากกฎหมายปฏิรูปการศึกษา และส่งผลกระทบทันทีต่อประชาชนหลายล้านคน
           กฎหมายปฏิรูปที่ดินกำหนดขนาดที่ดินสำหรับทำเกษตรกรรมไว้ตั้งแต่ 100-5000 เฮคเตอร์ (1 เฮคเตอร์ = 10,000 ตารางเมตร) ขึ้นอยู่กับความสามารถในการผลิต มันกำหนดภาษีอัตราก้าวหน้าสำหรับการถือครองที่ดินที่ปล่อยให้เนื้อที่มากกว่า 80% รกร้างว่างเปล่า ในขณะเดียวกัน พลเมืองเวเนซุเอลาทุกคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัว หรือมีอายุระหว่าง 18-25 ปี สามารถร้องขอที่ดินทำกิน 1 ผืน และหากทำการเพาะปลูกเป็นระยะเวลา 3 ปี ก็จะได้รับกรรมสิทธิ์ที่ตกทอดแก่ลูกหลานได้ แต่ขายไม่ได้ นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในชนบท ทำลายอำนาจทางการเมืองของเจ้าที่ดินเก่า ซึ่งนำไปสู่ความรุนแรงอย่างช่วยไม่ได้ 
          ในช่วงแรกของการปฏิรูปที่ดิน มีผู้นำในชนบทกว่า 80 คนถูกลอบสังหาร จนชาเวซต้องส่งทหารไปคุ้มครอง แรงงานและชาวนาในชนบทจึงรวมตัวกันจัดตั้งองค์กร และในหลายกรณีก็ติดอาวุธป้องกันตัวเอง ชาเวซสั่งให้นายกเทศมนตรีและผู้ว่าการรัฐคอยตรวจสอบพวกเจ้าที่ดิน เจรจาต่อรองถ้าทำได้ แต่ให้ยึดที่ดินทันทีถ้ามีการครอบครองโดยผิดกฎหมาย
          เนื่องจากชาวเวเนซุเอลา 9 ใน 10 คนอาศัยอยู่ในเมือง และ 60% ของชาวเมืองอาศัยอยู่ในสลัมบนที่ดินที่ได้มาด้วยการบุกรุกจับจอง ประชากรกลุ่มนี้เป็นฐานเสียงที่สำคัญมากของชาเวซ ความสำเร็จและความล้มเหลวของการปฏิรูปที่ดินในเมืองจึงถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเอาใจใส่อย่างยิ่ง
           การปฏิรูปที่ดินในเมืองตั้งอยู่บนแนวคิดของ "การยอมรับหนี้ทางสังคมที่รัฐมีต่อประชากร" โดยยอมรับมูลค่าทางเศรษฐกิจของการสร้างบ้านนอกระบบเหล่านี้ การรื้อถอนสลัมต้องใช้ต้นทุนเป็นสิบเท่า ดังนั้น รัฐจึงถือว่า "barrios เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ตัวปัญหา" การร่างกฎหมายใหม่มีเป้าหมายส่งเสริมให้ชุมชนเป็นพลเมืองรวมหมู่ (collective subject) ที่มีสิทธิตามกฎหมาย ดังนั้น ขณะที่แอร์นันโด เดอ โซโต (Hernando de Soto) นักวิชาการชาวเปรูมองว่า การปฏิรูปที่ดินเป็นการกระตุ้นการสะสมทุนของคนจน การปฏิวัติโบลิวาร์มองว่า มันเป็นหนทางไปสู่ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม และการช่วยเหลือตัวเองในชุมชน

สร้างโดย: 
น.ส.สุธิดา เด่นประภา โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย ครูที่ปรึกษา อ.กัญฐินีภรณ์ ประถมด้วง

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 28 คน กำลังออนไลน์