ขั้นตอนการถ่ายทำภาพยนตร์ หน้า2

4. POST PRODUCTION

Telecine
television + cinema การเปลี่ยนสัญญาณจากฟิล์มเป็นสัญญาณภาพโทรทัศน์ สามารถนำลงformat ต่างๆได้ตามเลือกเช่น เทปdv หรือ dvd เปรียบเทียบง่ายๆเหมือนถ่ายภาพจากกล้องฟิล์มแล้วเอามาสแกนลงคอมพ์เป็นรูป format jpg เป็นต้น

วิธีก็คือ เอาฟิล์มผ่านหัวยิงแสง มีจอรับภาพ(ccd) แล้วเอาสัญญาณที่เป็น vdo (แม่เหล็กไฟฟ้า) มาปรับสี แสง เปลี่ยน frame แล้วบันทึกเทป

เราไปทำ telescene กันที่ Oriental Post กันตนา เอาฟิล์มไปให้colorist หรือ telescenist (ผู้แต่งสี) ปรับโทนสี (ขาว-ดำ) ปรับ brightness หรือ contrast อาจมี reference ภาพจากเน็ทมาให้ดูว่าอยากได้แบบไหน ใช้เวลากลุ่มละประมาณ20 – 30 นาที อัตราราคานศ.ลด 50% คือชมละ 7500 ใช้เวลา 2 ชม.เสร็จ !

ASPECT RATIO อัตราส่วนลักษณะความกว้างยาวของภาพ

ฟิล์ม 16มมที่ใช้ถ่ายกัน = 4x3 (1.33) เป็นอัตราส่วนที่ได้รับการยอมรับ เรียกว่า Academy Standard หรือ Academy Format เท่ากับจอทีวีปกติ

จอ widescreen = 1.85 (ยุโรป 1.66) เรียก Academy Flat


LETTERBOX (จอยาวๆเช่นหนัง epic) การแสดงภาพจอกว้างบนจอปกติ จะบังส่วนบนกับส่วนล่างด้วยแถบดำ เพื่อให้ส่วนที่เห็นมีอัตราส่วนลักษณะแบบจอกว้าง
Cinematoscope = 2.35

SOUND

Sound effect
เสียงประกอบที่ไม่เหมือนจริง เช่น เสียงดาบฟันกันใน star wars

เสียง foley
เสียง ที่ควรจะมีอยู่ในฉากต่างๆ ที่เป็นเสียงจริงแต่ไปใส่ภายหลัง เช่น เสียงคนเดิน เสียงฝนตกส่วนมากเสียงที่อยู่ในหนังจะนำมาทำใหม่ทั้งหมด เช่นฝนตก อาจนำเม็ดกรวดมาเทลงบนสังกะสี


-ในหนัง apocalypse now มีฉากที่พัดลมหมุนติ้วๆอยู่ ฉากนั้นเอาเสียงใบพัดของ ฮอ มาใส่ สื่อความหมายถึงสงคราม

-เวลาไปอัดอาจใช้กล้องdv ไปอัดเพราะมันเป็น stereo อยู่แล้ว คือมี 2channel หรือดีกว่านั้นใช้ mic boom ของคณะ (shortgun)

Ambience
คือ เสียงบรรยากาศในสถานที่ต่าง ๆ เช่นในป่าตอนกลางคืนก็จะต้องมีเสียงจิ้งหรีดเรไร หรือเสียงความวุ่นวายของสภาพการจราจรในเมือง หรือเสียงของกลุ่ม ในงานเลี้ยง,งานแต่งงาน,ภัตตาคาร,ร้านอาหาร ก็จะมีเสียงต่างกัน หรือเสียงสภาพบรรยากาศของห้อง แต่ละห้องก็จะไม่เหมือนกัน

Final Mix
คือ ขั้นตอนการผสมเสียงที่มีทั้งหมดเข้าด้วยกันทั้ง Dialog,Effect และ Music ให้กลมกลืนเข้ากับภาพมากที่สุด หรือเราเรียกว่าการ Balance เสียง ผู้ที่ทำหน้าที่นี้ก็คือ Re-Recording Mixer ที่จะทำการ Balance ตามความต้องการของผู้กำกับ ลงในระบบเสียงต่างๆซึ่งมีดังนี้


ระบบ Mono
คือเสียงจะถูกผสมรวมกันเหลือเพียงเส้นเดียว แล้วผ่านลำโพงไปออกตรงกลางจอ ซึ่งเป็นระบบที่ใช้กันมากในภาพยนตร์สมัยก่อน


ระบบ Stereo
คือเสียงจะถูกผสมรวมกันเหลือ 2 เส้น แล้วผ่านออกลำโพงทางซ้ายและทางขวา จะให้ความรู้สึกถึงความกว้างของเสียงมากกว่าระบบแรก

ระบบ Four Channel Mix
คือ เสียงจะถูกผสมรวมกันเหลือ 4 ช่องทางคือ ซ้าย,กลาง,ขวา และ เซอร์ราวน์ ก็จะทำให้คน ดูรู้สึกสมจริงขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง ระบบที่นิยมก็คือ Dolby Stereo หรือ Ultra Stereo


ระบบ 5.1 Channel Mix
เป็นระบบที่ใช้กันมากในปัจจุบัน คือทั้งหมดจะถูกผสมรวมกันเหลือ 6 ช่องทางเป็น ซ้าย, กลาง,ขวา,เซอร์ราวน์ซ้าย,เซอร์ราวน์ขวา และ ซัพวูฟเฟอร์ ระบบนี้ก็จะเอื้อประโยชน์ต่อการผสมเสียงในการใช้ทิศทางได้มากขึ้น ระบบที่นิยมก็มีทั้ง Dolby Digital SR.D และ DTS ( .1 ก็หมายถึงซัพวูฟเฟอร์นั่นเอง )

Final Cut
ภาพยนตร์ที่ใส่เสียงตัดต่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว (เรียก picture log) ยกเว้นใส่ sound score

ADR
Auto Dialogue Replacement – การพากษ์เสียงทับบทสนทนาด้วยตัวนักแสดงเอง ต่างจากการทำ dumbling คือไม่ต้องนำนักแสดงคนเดิมมาพากษ์ เช่นในหนังไทยสมัยก่อน

ตัดต่อ
capture ภาพที่ได้มาใส่เครื่องคอมพ์เป็น take แบ่ง takeให้เรียบร้อย ถ้ามีsoundต้องซิงค์เสียงคือให้ภาพกับเสียงตรงกันเพราะเวลาอัดแยกกันมา เครื่องมือในการจับซิงค์คือไม้เสลดแล้วฟังเสียงว่าอันไหน takeเดียวกัน เฟรมแรกของภาพคือตอนที่เสลดชน


-อย่าตัดต่อเสร็จเป็น scene ควรทำ assembly (การเอาภาพที่มีทั้งหมด เลือก take ที่ชอบ ตัดต่อตาม sceneที่ออกแบบไว้ เรื่องดำเนินยังไง) จะเห็นภาพรวมของหนังแล้วทำ rough cutในหนังควรลืมเรื่อง productionไปเลยไม่ต้องเสียดายว่าฉากนี้ถ่ายมายากขนาดไหนถ้าจำเป็นต้องตัด ออกก็ตัด ! ตัดเสร็จเรียบร้อยเรียก fine cut


เรื่องในเชิงเทคนิค
-จาก นั้นเอาภาพที่ตัดแล้วไปพิมพ์ film โดยเอาภาพที่ตัดแล้วในcompไปเทียบเพื่อตัด negative ตามที่ตัดใน vdo จากนั้นได้หนังที่เป็น negative ตั้งแต่ภาพแรกจนถึงภาพสุดท้าย แล้วเอา negative ไปปรินท์เป็น positive อีกทีจึงจะฉายได้

- IP (inter positive) เอา positive มาพิมพ์
- IN (Inter Negative) เอา negative ที่ตัดแล้วมาพิมพ์เป็น positive



-ข้อมูลเสียงทั้งหมดถูกพิมพ์อยู่บนฟิล์ม นอกจากนี้ยังมีสัญญาณ optical sound

ฟิล์ม 35มม ต้องมีเสียงเป็น stereo อยู่แล้วเป็น optic

- workprint = ปรับสี (RGB)

-Release Print = งานที่เสร็จพร้อมฉาย พิมพ์มาพร้อม optical track เพื่อใส่เครื่องฉายหนัง

5. Distribution

การ จัดจำหน่ายทำได้หลายทางเช่น ขายกับสายหนัง ขายต่างประเทศ ถ้าได้รางวัลคานส์(หรือ berlin venice) มายิ่งเป็นที่รู้จัก ทำเป็น vcd ,dvd ส่งประกวดตามมูลนิธิหนังไทย หรือไม่ก็upload เข้า youtube

ที่มา : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=pongpongu&month=09-2009&date=13&group=2&gblog=39

 

สร้างโดย: 
น.ส. สุรีย์พร เหย่า และ อ. วีรศักดิ์ เตชะมหนนท์

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 12 คน กำลังออนไลน์